Wednesday, February 6, 2013



ผีเสื้อ   
ผีเสื้อจัดเป็นสัตว์ในไฟลัมอาร์โทร์โปดา (Phylum Arthropoda) เช่นเดียวกับแมลง ทั่วๆ ไป ผีเสื้ออยู่ในอันดับเลพิดอปเทอรา (Orderlepidoptera) ของชันอินเซกตา (Class Insecta) แมลงที่อยู่ในอันดับนี้มีลักษณเด่นตรงที่ปีกปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเล็กๆ เรียงซ้อนกัน  คำว่าเลพิดอปเทอรา (Lepidoptera) มาจากคำในภาษากรีก 2 คำคือ เลพิส (Iepis) แปลว่าปีก   นั่นก็คือ  ปีก,เกล็ด หรือ ปีกมีเกล็ด
          ทำไมเราจึงเรียกแมลงปีกบางสีสดสวยนี้ว่า ผีเสื้อ  สันนิษฐานกันว่าเนื่องจากปีกของผีเสื้อมีสีสันสดใสเหมือนกับสีของเสื้อผ้าที่คนเราสวมใส่  และการที่ผีเสื้อบินร่อนไปมา  ทำให้คนโบราณคิดกันไปว่ามีผีไปสิงอยู่ในตัวมัน  แม้นแต่ในปัจจุบัน  ชาวชนบทบางแห่งก็ยังเรียกผีเสื้อว่า แมลงผี  บางท่านก็สันนิฐานว่ามาจาก ผีเชื้อ เนื่องจากคติทางอีสานเชื่อว่าการที่มีผีเชื้อบินมาเป็นกลุ่มจำนวนมากมายจะเกิดโรคระบาด จึงทำให้เข้าใจกันว่าผีเสื้อเป็นผีเชื้อโรค  สำหรับทางภาคเหนือเรียกผีเสื้อว่า แมงกะป้อหรือแมงกะเบี้ย  ชื่อเรียกในภาษาอื่น มีเช่น   ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าโจโจ้  ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่าหู่เตี๊ยบ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Butterfly  แต่ไม่ว่าแมลงปีกบางที่ประดับด้วยเกล็ดหลากสีสันนี้จะมีชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม  ผู้คนต่างยอมรับว่าผีเสื้อคือหนึ่งในหมู่แมลงที่สร้างความสวยงามให้แก่ธรรมชาติ

วงจรชีวิตของผีเสื้อ
ผีเสื้อมีการเจริญเติบโตแบบโฮโลเมตาโบลัส (holometabolous) คือการเจริญเติบโตที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบสมบูรณ์ (complete metamorphosis) แบ่งเป็น 4 ระยะด้วยกัน คือ ไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย การเจริญเติบโตในแต่ละขั้นตอน ผีเสื้อจะมีรูปร่างที่ไม่เหมือนกันเลย ข้อดีสำหรับการเจริญเติบโตแบบนี้คือ แต่ละช่วงของวงจรชีวิตต้องการอาหารแตกต่างกัน และอาจอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน มีศัตรูต่างชนิดกัน ทำให้การเจริญเติบโตในแต่ละระยะ มีอัตราการเสี่ยงต่อการถูกทำลายน้อยลง








ลักษณะของผีเสื้อ
ผีเสื้อประกอบด้วยลำตัวที่ไม่มีโครงกระดูกภายในเช่นเดียวกับแมลงอื่น ๆ แต่มีเปลือกนอกแข็งเป็นสารจำพวกไคติน (chitin) ห่อหุ้มร่างกาย ภายในเปลือกแข็งเป็นที่ยึดของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนที่ลำตัวของผีเสื้อแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ  ส่วนหัว  ส่วนอก  และส่วนท้อง  ทั้ง 3 ส่วนประกอบด้วยวงแหวนหลาย ๆ วงเรียงต่อกัน  เชื่อมยึดด้วยเยื่อบาง ๆ เพื่อให้การเคลื่อนไหวได้สะดวกวงแหวนที่เชื่อมต่อกันเป็นลำตัวของผีเสื้อมีทั้งหมด 14 ปล้อง แบ่งออกเป็นส่วนหัว 1 ปล้อง ส่วนอก 3 ปล้อง และส่วนท้อง 10 ปล้อง
ปีก ผีเสื้อมีปีก 2 คู่ ไม่มีปีกนอกปีกในปีกคู่หน้าจะซ้อนทับปีกคู่หลังบางส่วน ปีกของผีเสื้อเป็นเยื้อบาง ๆ ประกบกัน มีเส้นปีกเป็นโครงร่างให้ปีกคงรูปอยู่ได้  เส้นปีกของผีเสื้อจึงเปรียบได้กับโครงกระดูกของสัตว์ปีกชนิดอื่น ๆ  ผีเสื้อส่วนใหญ่จะมีเส้นปีกในปีกคู่หน้า 12 เส้น ปีกคู่หลัง 9 เส้น การจัดเรียงกันของเส้นปีกเป็นลักษณะสำคัญอย่างหนึ่ง ในการจำแนกชนิด สกุล และวงศ์ของผีเสื้อ
ตารวม (Compound  eye)  ประกอบด้วยตาเล็ก ๆ หลายพันตา ทำหน้าที่รับภาพที่เคลื่อนไหว  มีประสิทธิภาพการมองเห็นสูง
ตาเดียว (Simple eye) สันนิฐานว่ามีไว้เพื่อรับรู้ความมืดและความสว่าง
หนวด มีหน้าที่ในการดมกลิ่น
ท่องวง (proboscis) ใช้สำหรับดูดกินอาหารที่เป็นของเหลว เช่น น้ำ  น้ำหวาน  เวลาที่ไม่ได้กินอาหาร งวงนี้จะม้วนเก็บเป็นวงกลมคล้ายขดของลานนาฬิกา
ขา  มีลักษณะเป็นข้อๆ แบ่งออกเป็น 5 ส่วนคือ ข้อโคนขา ข้อต่อโคนขา ต้นขา และตีน  ตีนแบ่งเป็น 5 ข้อ มีเล็บ 1-2 คู่ ที่ปลายตีน 
ส่วนอก ประกอบด้วยปล้อง 3 ปล้องเรียงต่อกัน รอยต่อระหว่างปล้องมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากมีเกล็ดสีปกคลุม แต่ละปล้องมีขา 1 คู่ ปีกคู่หน้าติดอยู่กับอกปล้องที่  2 ปีกคู่หลังติดอยู่กับอกปล้องที่ 3 (ปล้องที่ติดกับส่วนท้อง)
อวัยวะเพศ มีรูปร่างลักษณะ ที่แตกต่างกันไปตามชนิดของผีเสื้อ ในธรรมชาติผีเสื้อชนิดเดียวกันเท่านั้นจึงจะผสมพันธุ์กันได้ไม่มีการผสมข้ามพันธุ์กน แต่ถ้ามีก็น้อยมาก อวัยวะเพศของผีเสื้อโดยเฉพาะเพศผู้จึงสามารถใช้ในการจำแนกชนิดผีเสื้อได้ด้วย
ที่มาhttp://web.ku.ac.th  31  มกราคม  2556

6 comments:

  1. เนื้อหาดีคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคค่ะ

    ReplyDelete
  2. เนื้อหาน่าสนใจมากกก รูปสวย

    ReplyDelete
  3. มีการจัดลำดับเนื้อหาดีมากค่ะ

    ReplyDelete
  4. ได้ความรู้เกี่ยวกับวงจรชีวิตหนอนมากๆๆเลยค่ะ

    ReplyDelete
  5. สวยดีค่ะ น่าสนใจ น่าอ่าน

    ReplyDelete
  6. ดี นะ ได้ความรู้ดีนร้า

    ReplyDelete